ความจริงของวิชาธรรมกาย

เข้ามาถึงความจริงของสายวิชาธรรมกาย  วิชาพื้นฐานของสายวิชาธรรมกายคือ วิชชา 18 กาย 

กล่าวคือ ในมนุษย์แต่ละคนนั้น นอกจากกายเนื้อซึ่งสามารถสัมผัสด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แล้ว  ยังมีกายอื่นๆ อีก 17 กายอยู่ภายใน  ซึ่งไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 

ต้องปฏิบัติธรรมจนสามารถเข้าถึงกายภายใน แล้วใช้ตาของกายภายในเหล่านั้นดูกาย 17 กายดังกล่าว [3]

กายข้างในทั้ง 17 กายนั้น  ถ้าเป็นกายมนุษย์ละเอียด/กายฝัน  กายทิพย์  กายรูปพรหม และกายอรูปพรหมจะมีรูปร่างเหมือนกายเนื้อแต่ใส แต่งตัวคล้ายๆ ตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์  [4]

แต่พอถึงกายธรรมโคตรภู  กายธรรมพระโสดา กายธรรมพระสกิทาคามี กายธรรมพระอนาคามี และกายธรรมพระอรหัต ก็จะมีรูปร่างคล้ายพระพุทธรูป แต่เกศเป็นดอกบัวตูม

รูปร่างของกายต่างๆ เหล่านั้น คือ ลักษณะที่เป็นสากลของวิชาธรรมกาย  แต่กายต่างๆ เหล่านั้นของแต่ละคนจะแตกต่างกันที่ขนาดและความสว่างใส

ยกตัวอย่างกายธรรมพระอรหัตก็แล้วกัน  กายธรรมพระอรหัตนี้จะกว้าง 20 วาและสูง 20 วา  บางคนอาจจะถามว่า วาของใคร?

คำตอบก็คือ วาของเจ้าของ   วาใครก็วามัน  ดังนั้น จะเห็นว่า กายธรรมพระอรหัตของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน  เพราะ วาของเราแต่ละคนไม่เท่ากัน  ไอ้ที่เท่ากันจริงๆ คงมีน้อยมาก

นอกจากนั้นแล้ว ความสว่างใสของกายธรรมพระอรหัตก็จะแตกต่างกันไป  แล้วแต่บุญบารมี   คนที่ทำความดีมาก บารมีมาก  กายธรรมพระอรหัตก็จะใสมากตามขึ้นไปด้วย

มีวิทยากรบางคน  เป็นวิชาธรรมกายแล้ว แต่ยังไม่เห็นกายธรรมพระอรหัต[5]  จึงถามหลานตัวเอง ซึ่งได้สอนจนเห็นกายธรรมพระอรหัตแล้วว่า  "กายธรรมพระอรหัตใสขนาดไหน"

หลานของวิทยากรผู้นั้น ก็ตอบได้อย่างเฉียบขาดว่า "ไม่รู้จะเทียบกับอะไร เพราะ เอดิสันไม่ได้ทำหลอดที่สว่างขนาดนี้ไว้"

คนที่ไม่เคยเห็นกายภายใน ผมเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้เข้าใจได้  แต่อธิบายได้อย่างคร่าวๆ ว่า  ความใสสว่างของกายธรรมนั้น ไม่สว่างอย่างดวงอาทิตย์ เพราะ ดวงอาทิตย์ สว่างแบบแสบตา และร้อนด้วย

แต่ความใสสว่างของกายธรรมพระอรหัตนั้น สว่างแบบเย็นตา และร่างกายที่จะรู้สึกโปร่งโล่งสบาย  และสว่างได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  พูดให้จ๊าบหน่อยก็ว่า "สว่างแบบอินฟินีตี้"  ว่างั้น

คนที่เคยเห็นกายธรรมภายในกาย จะเข้าใจว่า ความสุขที่เกิดจากความสงบนั้นเป็นอย่างไร  นี่แหละคือ ตัวอย่างที่ดีของปัจจัตตังในศาสนาพุทธ

จะเห็นได้ว่า ความจริงของวิชชาธรรมกายนั้น มีความเป็นสากลคือ ในกรณีของกายธรรมจะมีรูปร่างเช่นเดียวกัน  และมีขนาดเท่ากันในแต่ละกาย แต่ในเมื่อผู้ปฏิบัติธรรมเจ้าของกายเนื้อทั้งหลายมีขนาดของวาไม่เท่ากัน 

ดังนั้น กายธรรมของแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน  นอกจากนั้น ความใสของกายธรรมต่างๆ ก็จะไม่เท่ากันด้วย  ขึ้นอยู่กับบารมีของแต่ละคน

โดยสรุป

จะเห็นว่า ความจริงของวิชชาธรรมกายกับความจริงของไอน์สไตน์สอดคล้องกัน คือ มีความเป็นสากลอยู่  แต่ความสากลนั้น แต่ละคนจะรับรู้ไม่เหมือนกัน คือ มีความแตกต่างกัน

พูดให้เท่ห์ๆ หน่อยก็คือ ความจริงของวิชาธรรมกายกับความจริงของไอน์สไตน์ เป็น"ความจริงสากลที่แตกต่างกัน"  เท่ห์ซะไม่มี 

สำหรับความจริงของนิวตันนั้น ลดลงมาเป็นเพียงความจริงบางส่วนของไอน์สไตน์เท่านั้น

-------------------------------------------
เชิงอรรถ

[3] ตรงนี้ขอพาดพิงไปยังผลของการปฏิบัติธรรมของลูกศิษย์สายพอง-ยุบบางคน ซึ่งปฏิบัติธรรมแล้ว  กายมนุษย์ละเอียดแยกตัวออกมาจากกายเนื้อได้โดยบังเอิญ  ทำให้เข้าใจผิดไปว่า กายกับจิตแยกออกจากกันได้ เพราะ ตัวของท่านผู้นั้นเห็นกายเนื้อยังนั่งสมาธิอยู่

อันที่จริงแล้ว  กายมนุษย์ละเอียดท่านหลุดออกมา  กายมนุษย์ละเอียดก็มีหู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจเหมือนกันกายเนื้อเช่นเดียวกัน  ไม่ใช่หลุดออกมาแต่ใจ/จิต/วิญญาณ  ที่ท่านเห็นกายเนื้อ ไม่ใช่ว่าดวงวิญญาณ (ที่ท่านเข้าใจผิด) เห็น  แต่ใช้ตาของกายมนุษย์ละเอียดมองดู

ที่ว่าเป็นการเห็นโดยบังเอิญก็เพราะ สายพอง-ยุบไม่มีคำสอนเรื่องนี้  แต่สายวิชชาธรรมกายมีคำสอนเรื่องนี้อยู่  แต่ทำให้กายมนุษย์ละเอียดออกมาจากกายเนื้อ วิชชาธรรมกายทำได้ง่ายมาก  อยากไปเที่ยวไหนในโลกก็เอากายมนุษย์ละเอียดไปเที่ยว  ไม่ต้องเสียค่าน้ำมันด้วย

ขอพาดพิงเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง  ลูกศิษย์คนนี้ของสายพอง-ยุบ  เคยเห็นเหรียญของหลวงพ่อเงิน แล้วเห็นกายของหลวงพ่อเงินอยู่ในเหรียญ   ท่านก็เข้าใจผิดว่า ตาของกายเนื้อของท่านเห็นหลวงพ่อเงินในเหรียญ  จริงๆ แล้วไม่ใช่ ตาของกายเนื้อเห็นสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้  เป็นตาของกายมนุษย์ละเอียด  แต่ท่านไม่ได้เรียนวิชชาธรรมกาย ท่านก็เลยไม่เข้าใจ  น่าเสียดายเหมือนกัน...

[4] เรื่องรามเกียรติ์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า  คนไทยสมัยโบราณเคยเห็นกายภายในของคนเรา  รามเกียรติ์เรารับมาจากอินเดียแน่นอน  ไม่ใช่ศาสนาพุทธแต่เป็นทางด้านวรรณคดี  คนสมัยเก่าๆ  ที่เห็นกายภายในของคน ได้ดัดแปลงเอาเครื่องแต่งกายของกายภายในไปให้ตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์แต่ง  ไม่เช่นนั้น จะเอาลักษณะเครื่องแต่งกายที่ว่านี้มาจากไหน

อีกอย่างคือ เรื่องจักรพรรดิ หรือพระทรงเครื่องของพุทธวิชาการที่ไม่รู้เรื่อง  คือ มีพระพุทธรูปอยู่แบบหนึ่ง แต่งกายทรงเครื่อง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ พระแก้วมรกต  เรื่องนี้ทางอินเดียกับลังกาไม่มี   พอพระทางอินเดียกับลังกามาถาม  พุทธวิชาการก็ตอบว่า เป็นพระทรงเครื่อง โดยเป็นการเดาเอา อย่างไม่มีหลักวิชาการ

อันที่จริงแล้วเป็นจักรพรรดิ  ในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย รวมถึงกายในพระประธานของโบสถ์ต่างๆ เป็นจักรพรรดิทั้งสิ้น   สนใจก็หาหนังสือของวิชชาธรรมกายอ่านเอาเอง

[5] มีผู้เข้าใจผิดในวิชชาธรรมกายเป็นจำนวนมาก คิดว่า วิชชาธรรมกายสอนใช้ระยะเวลาสั้นๆ คนก็บรรลุพระอรหันต์แล้ว  จริงๆ แล้วไม่ใช่  กายธรรมขนาด 20 วา นี่คือ กายธรรมพระอรหัต ไม่ใช่กายธรรมพระอรหันต์

พุทธวิชาการท่านใดที่เอ่ยชื่อกายธรรมพระอรหัตเป็นกายธรรมพระอรหันต์ก็แสดงว่า มีความรู้ทางวิชชาธรรมกายน้อยมาก  ส่วนใหญ่พวกนี้ชอบโจมตีวิชชาธรรมกาย

พระบางรูปโจมตีเลยเถิดไปว่า  คนได้อรหันต์จากวิชาธรรมกายเลิกฝึกแล้ว ยังไปดื่มเหล้าได้ 

ก็เป็นการฝึกชั่วคราว ที่เห็นแค่กายธรรมพระอรหัต  กิเลสลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  พอเลิกฝึกแล้ว ก็สามารถไปทำความชั่วอื่นๆ ได้  เพราะ ยังไม่บรรลุพระอริยบุคคลเบื้องต้น
............................................................

บทความในชุดเดียวกัน



ความจริงของไอน์สไตน์

ความจริงของไอน์สไตน์หรือความจริงของฟิสิกส์ใหม่จะสอดคล้องกับความจริงของศาสนาพุทธเถรวาทดั้งเดิม  ซึ่งในบทความนี้ผมจะใช้องค์ความรู้ของวิชชาธรรมกายมาเป็นตัวแทนของศาสนาพุทธเถรวาทดั้งเดิม

ที่ผมกล่าวว่า ความจริงของฟิสิกส์ใหม่กับความจริงของวิชชาธรรมกายสอดคล้องกัน ก็เพราะว่า ขัดกับสามัญสำนึก (common sense)  ของคนในยุคที่ผ่านมา รวมถึงยุคนี้บางส่วนด้วย

ผมจะขอยกตัวอย่างความจริงของฟิสิกส์ใหม่ ดังนี้

1)  แสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง  ในจักรวาลนั้น แสงจะไม่เดินทางเป็นเส้นตรง ขึ้นอยู่กับเข้าไปใกล้ดาวฤกษ์หรือดาวเคราะห์ดวงไหน เพราะ มวลของดาวเหล่านั้น จะส่งผลให้แสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง

2)  สสารมืด  ปัจจุบันนี้ นักฟิสิกส์ยอมรับว่า มีสสารมืดอยู่เป็นจำนวนมาก แต่มองไม่เห็น จะรู้ว่ามีสสารมืดก็ต้องไปชั่งน้ำหนักมัน   ผมเล่าเรื่องสสารมืดให้เพื่อนฟัง  เพื่อนมันถามคำถามซึ่งผมก็ตอบไม่ได้ว่า "แล้วนักวิทยาศาสตร์จะเอากิโลที่ไหนไปชั่ง"

โดยสรุปเรื่องสสารมืดนี้ นักฟิสิกส์ใหม่ยอมรับว่า เราสามารถมองเห็นหรือสัมผัสสสารได้เพียง 5 % เท่านั้น  อีก 95 %  เรามองไม่เห็นสัมผัสไม่ได้  แต่สิ่งต่างๆ เหล่านั้นมีอยู่จริง

3)  เวลาของทุกคนไม่เท่ากัน  ขึ้นอยู่กับสถานที่และความเร็ว  พูดง่ายๆ ว่า ถ้าใครเดินทางด้วยความเร็วมากๆ ก็จะแก่ช้ากว่า  หรืออยู่บนยานอวกาศมากๆ ก็จะแก่ช้ากว่า  แต่เนื่องจากคนในโลกเคลื่อนที่กัน ช้ามากๆ  เมื่อเปรียบเทียบกับความเร็วแสง 

ดังนั้น เวลาที่แตกต่างกัน (นาฬิกา) จึงมองไม่เห็นชัดนัก  แต่ถ้าเป็นนาฬิกาชีวภาพ เช่น ร่างกายของมนุษย์ เป็นต้น  จะเห็นความแตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน  โดยจะเห็นว่า คนบางคนอายุเท่ากัน แต่หน้าตาของบางคนดูอายุน้อยกว่า เป็นต้น

เรื่องเวลานี้ ผมชอบมากที่สุด เพราะ สนับสนุน เรื่อง นรกสวรรค์ของศาสนาพุทธ  พระพุทธสอนว่า เวลาของมนุษย์ สวรรค์ นรก พรหม อรูปพรหม ไม่เท่ากัน  โดยเปรียบเทียบเวลาไว้ด้วย ก็แสดงว่า เรื่องเวลาไม่เท่ากันนี้  ศาสนาพุทธรู้มาตั้งนานแล้ว  ทางตะวันตกต้องใช้เวลาเป็นพันๆ ปี ถึงจะรู้

เมื่อนำเอาความจริงของนิวตันกับความจริงของไอน์สไตน์มาเปรียบเทียบกัน ผลก็ออกมาดังนี้  นิวตันเห็นว่า ความจริงต้องเป็นสากล และไม่ขึ้นกับตัวผู้ศึกษา ใครจะมาศึกษาก็ต้องได้ผลเหมือนกัน 

แต่ไอน์สไตน์กลับเสนอว่า ความจริงต้องขึ้นกับตัวผู้ศึกษาหรือผู้สังเกตการณ์ ไม่อย่างนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า จรวดลำไหนจะเร็วจะช้ากว่ากันเท่าไหร่

พูดให้เข้าใจง่ายเข้าก็คือ ความจริงของไอน์สไตน์นั้นมีหลายชุด  คือ ข้อเท็จจริงเหตุการณ์เดียวกันนั้น  ถ้าผู้สังเกตการณ์อยู่คนละกรอบอ้างอิงก็จะเห็นว่า เหตุการณ์นั้นแตกต่างกัน

ยกตัวอย่าง

สมมุติว่า มีเรือใบ 2 ลำที่มีใบที่สูงมากๆ  ด้วย  แล่นคู่ขนานกันไป  และมีนายสมานสมัครนั่งอยู่บนฝั่งกำลังดูเรือใบทั้ง 2 ลำดังกล่าว

ที่นี้ สมมุติว่า เรือลำที่อยู่ใกล้ฝั่ง คือ อยู่กลางระหว่างนายสมานสมัคร มีกลาสีคนหนึ่งปีนขึ้นไปบนกระโดงเรือ และทิ้งลูกเทนนิสลงมาให้เพื่อนกลาสีอีกคนหนึ่งที่อยู่ข้างล่าง

เหตุการณ์เดียวกันเหตุการณ์นี้  นายสมานสมัครกับกลาสีทั้งหลายบนเรือจะเห็นเหตุการณ์ต่างๆ กันไป

1) คนโยนลูกเทนนิสกับคนรับลูกเทนนิส จะเห็นว่า ลูกเทนนิสร่วงลงมาตรงๆ  เหมือนกับเรานั่งรถเมล์ไป แล้วโยนเหรียญเล่น  เหรียญก็จะตกใส่มือเรา  ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว เหรียญน่าจะตกไปข้างหลังมากกว่า เพราะ รถกำลังแล่นอยู่

บางคนอาจจะเถียงว่า เพราะ รถวิ่งช้า เหรียญถึงตกลงบนมือ  ในกรณีนี้ ทฤษฎีไอน์สไตน์ยืนยันว่า ต่อให้นั่งอยู่บนจรวดด้วยความเร็วใกล้ๆ ความเร็วแสง  เหรียญก็จะตกลงในมือเช่นเดิม

2) นายสมานสมัครจะเห็นว่า ลูกเทนนิสล่วงลงมาเป็นเส้นโค้ง  เพราะ จุดที่ปล่อยลูกเทนนิสกับจุดที่ลูกเทนนิสตกถึงมือกลาสีคนที่อยู่ข้างล่างนั้น คนละจุดกัน

3) สำหรับคนบนเรืออีกลำหนึ่ง  ถ้าแล่นด้วยความเร็วที่เท่ากัน ก็จะเห็นลูกเทนนิสตกลงมาตรงๆ  แต่ถ้าใช้ความเร็วแตกต่างกันออกไป  ก็จะเห็นเหตุการณ์แตกต่างกันไป

ถ้าเปรียบเทียบกับงานวิจัย   งานวิจัยในปัจจุบันนี้ มักจะตามทฤษฎีความรู้/ญาณวิทยาที่เรียกว่า ปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) คือ ในการศึกษาสิ่งใดต้องศึกษาสิ่งนั้นด้วยความเป็นสิ่งนั้น   ไม่เอาวิทยาศาสตร์เก่ามาเป็นตัวตัดสิน

ทฤษฎีที่ให้ความสำคัญกับตัวผู้ศึกษามากขึ้น  ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นก็คือ ทฤษฎีฐานราก (Grounded theory) ซึ่งจะใช้การสังเกตกับการสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือหลัก

โดยสรุป
ความจริงของไอน์สไตน์โค่นล้มความจริงของนิวตันลงไปได้  แต่ไม่ได้หมายความว่า  ความจริงสากลนั้นไม่มีแล้ว  ความจริงสากลนั้นมีอยู่แน่ๆ  ถูกต้องทั้งนิวตันและไอน์สไตน์  แต่ตอนที่เข้าไปสังเกตการณ์  ถ้าอยู่คนละกรอบอ้างอิง ก็จะรับรู้เหตุการณ์นั้นแตกต่างกันออกไป

ในกรณีที่ว่านี้ ไม่ได้หมายความว่า ความจริงของนิวตันเป็นความไม่จริงหรือโกหก  ความจริงของนิวตันก็ยังคงเป็นความจริงอยู่ แต่แคบกว่าความจริงของไอน์สไตน์

สิ่งที่สาวกของวิทยาศาสตร์เก่าหรือสาวกของนิวตันควรเข้าใจก็คือ วิทยาศาสตร์เก่าไม่ใช่ความจริงแท้ หรือความจริงที่ดีกว่าองค์ความรู้อื่น 

ดังนั้น  อย่าเอาหลักการหรือองค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์เก่าไปตัดสินองค์ความรู้อื่นๆ ว่า ไม่จริง  เหมือนที่พุทธวิชาการของไทยได้กระทำมาตลอด 150 ปีที่ผ่านมา

ผลของการกระทำดังกล่าวนั้น จึงทำให้คนไทยที่ได้เรียนในระบบโรงเรียน และที่ได้ร่ำเรียนหนังสือสูงๆ กลายเป็นคนไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ  ส่งผลให้นักการเมือง ข้าราชการ หลอกลวงประชาชน โกงกินประเทศชาติอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ทุกวันนี้
.....................................................




ความจริงของนิวตัน

ในทางศาสตร์หรือองค์ความรู้ของทางตะวันตกนั้น มีปรัชญาเป็นต้นตอทั้งสิ้น  วิทยาศาสตร์เก่าของนิวตันก็เช่นกัน  องค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์เก่าแบบนิวตันเชื่อถือตามกลุ่มสสารนิยม  ปฏิเสธแนวคิดของจิตนิยมโดยสิ้นเชิง 

ความจริงของวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไกของนิวตันจึงเป็นไปตามแนวคิดของสสารนิยม

ความจริงของนิวตัน

เมื่อวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไกเชื่อถือตามกลุ่มสสารนิยม  ความจริงของนิวตันจึงต้องสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เท่านั้น

และความจริงเหล่านั้น จะไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกนึกคิดของผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือสาวกของนักวิทยาศาสตร์ก็ตาม

พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ความจริงของวิทยาศาสตร์เก่าแบบกลไกเหมือนจะล่องลอยอยู่  ใครก็สามารถจะไปศึกษาความจริงเหล่านั้นได้

ความจริงของนิวตันจึงเป็นความจริงที่ตายตัวแน่นอน ไม่ว่าใครจะมาศึกษาก็ต้องได้ผลของการศึกษาเหมือนกัน 

วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method) จึงเป็นวิธีการเดียวที่ยอมรับได้  การศึกษาหาความรู้ใดๆ ก็ตาม  ถ้าเอาความคิดของตัวผู้ศึกษาเข้าไปปะปน   นักวิชาการที่อยู่ในยุคสมัยใหม่ (modern age) ก็จะโจมตีการศึกษาครั้งนั้นๆ ว่ามีความลำเอียง (bias)  ผลการศึกษาจึงไม่ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

ถ้าเปรียบเทียบกับงานวิจัย   งานวิจัยที่เชื่อวิทยาศาสตร์สุดๆ ก็คือ งานวิจัยเชิงปริมาณ ซึ่งต้องมีหลักการละเอียดยิบเพื่อป้องกันความลำเอียง (bias) ของงานวิจัย เพื่อที่จะหาตัวเลขชุดหนึ่งมาเป็นผลของการศึกษา

ความจริงของนิวตันกับความจริงศาสนา

เมื่อวิทยาศาสตร์เก่าได้รับความนิยมสูงสุด คือ องค์ความรู้ของวิทยาศาสตร์เก่าจึงทำตัวเหมือนผู้พิพากษาความจริง  ถ้าองค์ความรู้ใดๆ ไม่ใช้วิธีการศึกษาที่สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ ก็จะได้รับการตราหน้าว่า "ไม่จริง" ทั้งหมด [2]

ดังนั้น เมื่อวิทยาศาสตร์เก่ารุ่งโรจน์  องค์ความรู้อื่นๆ เช่น หมอดู หรือหมอกลางบ้าน เป็นต้น จึงแทบจะหมดทางหากิน

ศาสนาทั้งหลายก็โดนหางเลขไปด้วย  นักวิชาการทางศาสนาเป็นจำนวนมาก ต้องตีความเนื้อหาของศาสนาของตนเองใหม่ ให้สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์เก่า ไม่ว่าจะเป็นศาสนาคริสต์ ศาสนาพุทธ หรือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นต้น

เฉพาะสถานการณ์ในเมืองไทย  พุทธวิชาการจึงตีความพระไตรปิฎกใหม่หมด  นรกสวรรค์ถูกทำให้เป็นความไม่จริง  พระพุทธเจ้าทรงคิดขึ้นมาเพื่อต้องการให้คนทำความดี

จริงๆ แล้วไม่มี

ผู้ที่เชื่อว่านรกสวรรค์มีจริงๆ  มักถูกแย้งด้วยคำถามเช่นนี้เสมอว่า ทำไมสวรรค์ของคริสต์ศาสนากับพุทธศาสนาจึงไม่เหมือนกัน   หรือบางทีเกจิอาจารย์ 2 ท่าน บรรยายสวรรค์ไม่เหมือนกัน  ก็จะถูกโจมตีว่า ทำไมสวรรค์จึงไม่เหมือนกัน

คำถามต่างๆ เหล่านั้นก็จะมาจากสาวกของวิทยาศาสตร์แบบกลไกเพราะเชื่อว่า ความจริงต้องมีแบบเดียวกัน เหมือนกันนี่แหละ

สำหรับคำตอบเรื่องสวรรค์เท่าที่ผมได้ยินก็จะเป็นทำนองว่า สวรรค์นั้นใหญ่มาก  คนที่ปฏิบัติธรรมไปถึงสวรรค์ได้ อาจจะไปถึงคนละแห่ง คนละที่จึงเห็นไม่เหมือนกัน

บางคนก็จะเปรียบเทียบว่า สมมุติว่า คนต่างจังหวัดเข้ามาในกรุงเทพฯ  คนหนึ่งไปที่สลัมคลองเตย   อีกคนหนึ่งไปที่สีลม  คนทั้ง 2 คนก็ย่อมจะบรรยายกรุงเทพฯ แตกต่างกันออกไป

จะเห็นว่า ทั้งคำตอบและคำถามได้รับอิทธิพลจากวิทยาศาสตร์เก่าของนิวตันทั้งสิ้น เพราะ เชื่อว่า ความจริงต้องเหมือนกัน  ถ้าสวรรค์มีจริงๆ  ไม่ว่าสวรรค์ของศาสนาไหนก็ต้องเหมือนกัน

แต่อย่างไรก็ดี อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นกฎที่ใหญ่กว่าความจริงของนิวตัน  เพราะ ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ได้โค่นล้มไปจนหมดสิ้น ให้เหลือเป็นความจริงแคบๆ เฉพาะที่เท่านั้น  ไม่เป็นสากลดังที่เคยเชื่อๆ กัน

-------------------------------------------
เชิงอรรถ
[2] มีศัพท์ตั้งชื่อลักษณะเช่นนี้ว่า Exclusive ซึ่งมีที่มาจากศาสนาคริสต์ ซึ่งเชื่อว่า ความรู้ของตนถูกต้องแต่เพียงอย่างเดียวของคนอื่นผิดหมด

ในทางศาสนาคริตส์ คนที่นับถือพระเจ้าเท่านั้นจะขึ้นสวรรค์ได้  คนในศาสนาอื่นๆ ตกนรกหมด

ในทางพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน เพราะเชื่อว่า คนในศาสนาพุทธเท่านั้นที่จะมีโอกาสไปนิพพานได้  ศาสนาอื่นๆ ทำไม่ได้